เรื่อง SEO ที่คนทำการตลาดควรเลิกเชื่อกันสักที

นักการตลาดหลาย ๆ ท่านนั้นคงตกอกตกใจกับการประกาศของ Mark Zuckerberg เรื่อง Organic Reach และ Newsfeed ใน Facebook แล้ว ซึ่งทำให้หลาย ๆ โดยเฉพาะนักการตลาดที่พึ่ง Facebook เป็นหลักที่ไม่ได้เตรียมตัวนั้นตื่นตระหนกเลยทีเดียว แล้วเริ่มมองหาเครื่องมืออื่น ๆ ที่ที่จะสามารถมาทดแทน Facebook หรือช่วยเสริมสิ่งที่ Facebook จะขาดหายไปนั้นคือเว็บไซต์นั้นเอง

การทำเว็บไซต์เป็นเครื่องมือที่นักการตลาดบางท่านนั้นละเลยมานาน หรือไม่ได้สนใจที่จะทำเว็บไซต์ของตัวเองนั้นให้ดี ซึ่งจากประสบการณ์ที่เคยเจอมา เว็บไซต์ของหลาย ๆ องค์กรไม่เคยได้สนใจมานานเป็นสิบปี และมีสภาพเป็นเว็บไซต์แบบ 1.0 อยู่เลย ซึ่งในยุคนี้การกลับมามีเว็บไซต์กลับมาเป้นเครื่องมือที่น่าสนใจอีกครั้ง นอกจากการทำเว็บไซต์ให้รองรับมือถือได้ และการทำให้เว็บไซต์เร็วเพื่อให้ติดอันดับการค้นหา หรือทำให้ Facebook เรียกมาแสดงผล นั้นก็คือการทำ SEO นั้นเอง แต่หลาย ๆ ครั้งนักการตลาดที่เข้าใจเรื่อง SEO หรือคนทำ SEO ก็ต้องมาปวดหัวกับความเชื่อของผู้บริหารบางคนหรือนักการตลาดที่ไม่มีความเข้าใจเรื่อง SEO ซึ่งในวันนี้ผมจะมาแชร์ 5 ที่ใครที่ไม่เข้าใจเรื่อง SEO ควรเลือกเชื่อเสียที

1. ความเชื่อสุดฮิต ทำ SEO ครั้งเดียวพอ

สิ่งที่นักการตลาดที่ทำ SEO มักเจอประจำนั้นคือการที่ผู้บริหารที่ไม่เข้าใจเรื่อง SEO นั้นคือการทำ SEO นั้นเป็นการลงแรงและลงเงินเพียงครั้งเดียว และเมื่อทำจนติดอันดับ Google หรือ Search Engine ใด ๆ แล้ว ก็จะติดอันดับไปตลอดการโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงนั้นเอง และเมื่อทำจนติดแล้วก็เลิกทำหรือเลิกจ้างคนทำ SEO ไป ซึ่งนี้เป็นความเข้าใจผิดอย่างมาก เพราะกระบวนการทำ SEO นั้นเป็นกระบวนการทำงานที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา เหมือนการวิ่งแข่งอยู่เสมอ ซึ่งเมื่อคุณเลิกทำเมื่อไหร่ หรือไม่ทำอะไรไปช่วงหนึ่ง ก็มีโอกาสอย่างมาก ที่คู่แข่งนั้นสามารถเข้ามาที่แทนที่คุณ หรือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับคำที่คุณต้องการนั้นสามารถทำให้แบรนด์คุณหายไปจากหน้าค้นหาได้เลยทีเดียว

2. Keyword Search เป็นเรื่องเสียเวลา

นักการตลาดที่ทำ SEO มักจะเจอคนที่ชอบบอกว่า ไม่ต้องทำการค้นหาหรอกว่า Keyword ที่จะใช้หรือมีการบอกมาเลยจะใช้ Keyword อะไรในการทำ SEO ซึ่งนี้เป็นความเชื่อที่ผิดอย่างมากเช่นกันว่า การทำ Keyword Search ไม่จำเป็น Brian Dean เคยกล่าวไว้ว่า Keyword นั้นเปลี่ยนเสมือนเป็นเข็มทิศสำหรับการทำ SEO เพราะการทำ Keyword นั้นจะเป็นตัวบอกว่าคุณกำลังไปทางไหน มีความคืบหน้าไปทางไหน หรือไม่คืบหน้าไปไหนเลย Keyword ratio นั้นไม่สำคัญเท่ากกับการที่คุณรู้ว่า เบื้องหลังแต่ละ Keyword นั้นมีความตั้งใจอะไรที่เกิดขึ้นมา ที่จะทำให้กระบวนการทำ SEO ของคุณนั้นเจ๋งมากขึ้น การทำ Keyword ว่าจะใช้คำไหนนั้นจึงมีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด จึงเป็นเหตุผลให้ Youtube Facebook หรือ Twitter ก็ยังทำ Kewyord อยู่

3. ทำให้คนมาถึงหน้าเว็บไซต์ก็พอ

ความเชื่อบางคนที่ไม่ได้เข้าใจ SEO คือการเข้าใจว่าคนกดเข้ามาที่เว็บไซต์นั้นก็ส่งผลทำให้เว็บไซต์ติดอับดับใน Google Search ได้แล้วโดยที่ไม่ต้องทำอะไร จึงทำให้บางคนทำ SEO ที่เรียกคนมาที่เว็บไซต์นั้น พอมาถึงเว็บไซต์กลับไม่มี Content ที่เป็นประโยชน์หรือ Content ที่มีแต่ Keyword ที่ทำให้อ่านไม่รู้เรื่องนั้นเอง ในเรื่องนี้ Rand Fishkin จาก Moz นั้นได้ลองทำการทดลองดู โดยการให้คนใน Twitter นั้นกดเข้าไปใน Google ใน Keyword ที่สนใจ แล้วลองกดผลการค้นหาตัวเลือกแรกเข้าไปแล้วออกทันที จากนั้นลองกดผลการค้นหาที่สองขึ้นมา แล้วอยู่ในเว็บไซต์ของผลการค้นหาอยู่สักพักหนึ่ง ผลที่ได้นั้นพบว่า ตัวเลือกที่สอง ขึ้นมาแทนตัวเลือกที่หนึ่งอย่างทันที

4. จ่ายตั้งเพื่อให้ติดอันดับ แสดงว่า Organic ดี

หลาย ๆ ครั้งการทำ SEO นั้นคือกระบวนการที่สร้างแบรนด์ที่ทำให้แบรนด์นั้นมีคุณค่าขึ้นมา โดยการมีเนื้อหาคุณประโยชน์หรือเนื้อหาตรงกับปัญหาความต้องการของผู้บริโภคทันที หลาย ๆ เทคนิคที่เป็นเทคนิคทางการตลาดที่ใช้เงิในการสร้าง Content ที่มี SEO เข้าไป ไม่สามารถทำให้คุณติดอันดับได้นาน ถ้าแบรนด์คุณไม่ได้ทำให้ผู้บริโภคพอใจ การจ่ายเงินเพื่อซื้อ Traffic หรือความนิยมไม่สามารถทำให้คุณอยู่อันดับได้นานหรือมี Organic Traffic ได้นานแน่นอน

5. สร้างเว็บไซต์จาดโดเมนหมดอายุนั้นไม่เป็นไร

หลาย ๆ ครั้งนักการตลดาคิดว่าการทำเว็บไซต์จากโดเมนหมดอายุทั้งหลาย หรือทำ SEO ผ่านโดเมนหมดอายุทั้งหลายเหล่านี้ไม่เป้นไร แต่หารู้ไหมว่าบางทีโดเทนเหล่านี้ถูกแบนจาก Google ไป ผู้ขายโดเมนพยายามขายโดเมนเหล่านี้โดยที่เราไม่รู้ หรือรู้แล้วไม่คิดว่าเป็นอะไร ซึ่งผลที่เกิดขึ้นนั้นจะทำให้คุณสูญเสียเงินอย่างมากมายในการทำ SEO ขึ้นมา

วิธีการรับถ่ายภาพสินค้า Close up

วิธีการรับถ่ายภาพสินค้า Close up

การใช้โหมดมาโคร (Macro) เพื่อถ่ายรูป Close up แตกต่างไปตามกล้องแต่ละประเภทที่เลือกใช้ค่ะ โดยหลักแล้ว โหมดมาโครจะแทนด้วยไอคอนรูปดอกไม้เล็กๆ เมื่อเลือกโหมดนี้ จะทำให้กล้องเข้าใกล้วัตถุได้มากกว่าโหมดทั่วไป สำหรับกล้องใหญ่ DSLR ผู้ถ่ายสามารถเลือกใช้โหมดนี้คู่กับเลนส์คิทก็ได้ แต่ถ้าต้องถ่ายรายละเอียดที่เล็กมากๆ หรืออยากได้ภาพระดับมืออาชีพ หยิบเอาเลนส์มาโครมาถ่ายเพื่อให้ได้คุณภาพแบบสูงสุดนะคะ

โหมดมาโครสำหรับถ่ายรูป Close up/ Macro mode in digital camera

ถ่ายรูป Close up ด้วยกล้องดิจิทัล / Taking product photos using digital cameraการถ่ายภาพสินค้าซึ่งแสดงผลแค่ในจอคอมพิวเตอร์ ใช้แค่กล้องดิจิทัลธรรมดาก็ได้รูปถ่ายที่มีคุณภาพเพียงพอแล้วค่ะ ใครที่ใช้กล้องดิจิทัล ลองรับถ่ายภาพสินค้าด้วยโหมดมาโครโดยใช้ออโตโฟกัสก่อน แต่ถ้าออโตโฟกัสไม่สามารถเลือกโฟกัสในจุดที่เราต้องการได้ หรือถ้าต้องถ่ายในที่สภาพแสงน้อย เปลี่ยนมาปรับโฟกัสด้วยมือ (Manual focus) จะช่วยได้เยอะเลยค่ะ

ถ่ายรูปสินค้าโดยใช้มือถือ /Taking close up shot using mobile phone’s camera

ส่วนบางคนที่ชอบถ่ายสินค้าด้วยกล้องมือถือก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด คุณภาพอาจจะสู้กล้องดิจิทัลไม่ได้ แต่ถ้าวัดกันที่ความสะดวกรวดเร็วก็ถือว่ากินขาด ถ้าถ่ายรูป Close up โดยใช้กล้องมือถือ ใช้วิธีการง่ายๆ โดยขยับมือถือเข้าใกล้วัตถุเท่าที่กล้องยังคงโฟกัสได้ ใช้นิ้วแตะจุดที่ต้องการโฟกัส ค้างไว้เล็กน้อยพอให้กล้องจับโฟกัสได้ชัดเจน แล้วจึงกดถ่ายค่ะ ส่วนอีกเทคนิคหนึ่งที่อยากแนะนำคือ เอากล้องส่องพระแปะเทปกาวติดหน้าเลนส์กล้องมือถือ จะทำให้ซูมถ่ายวัตถุได้ใกล้ขึ้นเยอะมาก และรูปก็ออกมาดูดีมากจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นรูปถ่ายจากมือถือเลยค่ะ ลองดูรูปด้านล่างเป็นตัวอย่างนะคะ

รูปถ่ายสินค้าจากล้องมือถือโดยใช้กล้องส่องพระ

เมื่อกล้องซูมเข้าไปใกล้มากขึ้น โอกาสมือสั่นก็มีมากขึ้นด้วย อันดับแรกคือควรถ่ายภาพในสภาพแสงที่พอเพียง ถ้ามือไม่นิ่งพอ ลองปรับค่า ISO ให้สูงขึ้นเพื่อให้ชัตเตอร์ทำงานได้เร็วขึ้น อย่าลืมใช้ขาตั้งกล้องเป็นอีกตัวช่วยหนึ่งนะคะ แต่ถ้ามุมที่ถ่ายวางขาตั้งกล้องไม่ได้ ใช้เทคนิคง่ายๆ โดยติดกล้องบนขาตั้ง รวบขาตั้งเข้าด้วยกันและหาที่พิง เช่นพิงตรงขอบโต๊ะที่วางสินค้าแล้วค่อยถ่าย ก็จะช่วยให้กล้องนิ่งขึ้นเยอะค่ะ

ความสำคัญของการใช้พลังงานในการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

ความสำคัญของการใช้พลังงานในการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

คุณคิดว่าธุรกิจของคุณใช้จ่ายพลังงานไฟฟ้ามากเกินไปหรือไม่? ถ้าเป็นเช่นนั้นคุณจำเป็นต้องหาทางลดการใช้พลังงานและใช้ประโยชน์สูงสุดจากต้นทุนพลังงานของคุณ มีตัวเลือกมากมายที่สามารถช่วยคุณได้ อย่างไรก็ตามก่อนอื่นคุณต้องเข้าใจความเข้มของการใช้พลังงานและบทบาทในการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานของคุณ

คุณผ่านค่าใช้จ่ายค่าใช้จ่ายคงที่ของคุณและได้รับนิ่งงันโดยเท่าใดก็คือ คุณทำอะไร? คุณหาวิธีที่จะตัดพวกเขาลงแน่นอน ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานถือเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ใหญ่ที่สุดในงบประมาณรายเดือนของ บริษัท ของคุณ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีเพราะไม่เหมือนด้านอื่น ๆ เช่นการจ่ายเงินของพนักงานและการดำเนินธุรกิจการใช้พลังงานจะลดลง

อาคารพาณิชย์มีส่วนช่วยในการใช้พลังงานมากกว่าร้อยละยี่สิบของประเทศโดยเฉลี่ยร้อยละสามสิบของเสีย เพียงรู้ว่าการใช้พลังงานทั้งหมดของอาคารของคุณไม่สามารถช่วยให้คุณเพิ่มประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงานได้มากที่สุด ประธานของ WeCompete Energy CEO Mr. Resides กล่าวว่า “ด้วยความรู้เกี่ยวกับความเข้มของการใช้พลังงานคุณสามารถกำหนดได้ว่าอาคารของคุณใช้พลังงานมากเกินไปหรือไม่และช่วยให้คุณตัดสินใจว่าจะต้องใช้ปริมาณการบริโภคเท่าไร”

ความหนาแน่นของการใช้พลังงานคืออะไร?

การใช้พลังงาน (EUI) เป็นการวัดประสิทธิภาพการใช้พลังงานของอาคาร จะแสดงเป็นขนาดของอาคารโดยระบุการใช้พลังงานต่อหนึ่งตารางฟุตของอาคารของคุณ เพียงแค่ใส่ก็สามารถคำนวณโดยการหารการใช้พลังงานทั้งหมดของคุณสำหรับปีโดยพื้นที่รวมของอาคารของคุณ

EUI มีอยู่สองประเภทคือประเภทไซต์และประเภทแหล่งที่มา ประเภทของไซต์ EUI ใช้เพื่อวัดปริมาณพลังงานที่ใช้ในอาคารในขณะที่ EUI ประเภทแหล่งที่มาหมายถึงปริมาณพลังงานทั้งหมดที่ใช้ในการดำเนินกิจการและการดำเนินงานของ บริษัท ซึ่งรวมถึงพลังงานที่ใช้สำหรับกระบวนการจัดส่งและขนส่ง

วิธีการคำนวณหา EUI?

ตอนนี้เราได้กำหนดว่า EUI คือการใช้พลังงานต่อตารางฟุตต่อปีแล้วก็ถึงเวลาที่ต้องเรียนรู้วิธีคำนวณด้วย คำนวณ EUI โดยแบ่งพลังงานขั้นต้นที่ใช้ในปีแสดงเป็นกิโลวัตต์ต่อชั่วโมงหรือกิโลไบต์หน่วยระบายความร้อนของอังกฤษ (kBTUs) เหนือพื้นที่ทั้งหมดของอาคาร

ตัวอย่างเช่น:

คุณเป็นเจ้าของอาคารสองชั้นที่มีพื้นหลักซึ่งมีขนาดประมาณ 20,000 ตารางฟุตและมีพื้นที่ 15,000 ตารางฟุต อาคารของคุณใช้พลังงานทั้งหมด 2,250,000 กิโลวัตต์สำหรับปี

แปลงการบริโภคของคุณเป็นกิโลวัตต์ไปเป็น kBTUs คุณสามารถได้รับ kBTUs ถ้าคุณคูณการใช้พลังงานทั้งหมดของคุณโดย 3.412 (1 กิโลวัตต์เทียบเท่า 3.412 kBTUs) การคูณ 1,550,000 กิโลวัตต์โดย 3.412 ทำให้เราใช้พลังงานได้ปีละ 5,288,600 กิโลไบต์

คำนวณพื้นที่รวมของอาคารของคุณแล้ว ในกรณีนี้มีพื้นที่ 20,000 ตารางฟุต + 15,000 ตารางฟุต นั่นทำให้เรามีพื้นที่ 35,000 ตารางฟุต

สุดท้ายขอรับ EUI ของคุณโดยการแบ่งการใช้พลังงานประจำปีของคุณเป็น kBTU โดยพื้นที่ทั้งหมดของคุณเป็นตารางฟุต นั่นคือ 5,288,600 kBTU ต่อปีมากกว่า 35,000 ตารางฟุต EUI ของอาคารของคุณคือ 151.1 kBTU / sq. ft.

EUI มีส่วนเปลี่ยนแปลงอะไร

EUI ต่ำบ่งบอกประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ดี ปัจจุบันไม่มีมาตรฐานกำหนดว่า EUI ดีหรือไม่เนื่องจาก EUIs เปลี่ยนแปลงไปจากหลายสาเหตุ

ประเภทอาคารสภาพอากาศชั่วโมงการทำงานและจำนวนผู้ที่อาศัยอยู่เป็นเหตุผลที่ทำให้ EUI มีรูปแบบแตกต่างกันไป

ประเภทอาคาร – ซูเปอร์มาร์เก็ตมี EUI สูงที่สุด โรงพยาบาลมีค่า EUI สูงกว่าสถาบันการศึกษาถึง 3 เท่า อาจเป็นเพราะมีการใช้อุปกรณ์เพิ่มเติมในโรงพยาบาลและเปิดไฟเกือบ 24 ชั่วโมงต่อวัน
สภาวะอากาศ – ความแปรผันของอุณหภูมิที่ส่งผลต่อความต้องการความร้อนหรือความเย็นที่แตกต่างกัน มีความแตกต่างในด้านต้นทุนความร้อนและความเย็นต่อพื้นที่ ความแตกต่างเหล่านี้ต้องคำนึงถึงเมื่อคำนวณมูลค่า EUI
ชั่วโมงทำงาน – เวลาทำงานนานขึ้นหมายถึงการใช้แสงและอุปกรณ์มากขึ้นซึ่งจะทำให้มีการใช้พลังงานและค่า EUI ที่สูงขึ้น
จำนวนผู้ที่อาศัยอยู่ – EUIs วัดโดยใช้ปริมาณการใช้พลังงานรวมตลอดปีและพื้นที่ใช้สอยของอาคาร ระหว่างอาคารที่คล้ายคลึงกันสองแห่งที่มีพื้นที่ชั้นเดียวกัน แต่มีจำนวนผู้อยู่อาศัยที่ต่างกันอาคารที่มีจำนวนผู้พักอาศัยสูงจะมีมูลค่า EUI ที่สูงขึ้น
EUI ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างไร?

EUI กำหนดว่าการใช้พลังงานที่เกิดขึ้นจริงของคุณเป็นประจำทุกปีเกินการใช้พลังงานที่จำเป็นสำหรับขนาดของอาคารและผู้โดยสารของคุณหรือไม่ สามารถใช้เป็นบรรทัดฐานเมื่อปริมาณพลังงานที่คุณควรลดลง

EUI ทำให้คุณเข้าใจประสิทธิภาพการใช้พลังงานของคุณได้ดียิ่งขึ้น แม้จะมีความรู้พื้นฐานเพียงอย่างเดียวเกี่ยวกับ EUI คุณสามารถใช้เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพการใช้พลังงานของอาคารที่คล้ายกับของคุณและกำหนดพื้นที่ที่คุณยังสามารถปรับปรุงได้

คือการทราบจุดเด่นรวมทั้งจุดอ่อนที่สำคัญของคุณในธุรกิจ?

ไม่มีผู้ใดในโลกนี้ที่สมบูรณ์แบบ. ทุกคนมีจุดเด่นของตัวเองรวมทั้งข้อด้อย. คนที่ตระหนักถึงจุดเด่นรวมทั้งข้อด้อยของเขาหรือเธออยู่เป็นประจำมีลัษณะทิศทางที่จะบรรลุผลสำเร็จ. บทความนี้เอ๋ยถึงการวิเคราะห์จุดเด่นรวมทั้งข้อด้อยรวมทั้งขั้นตอนที่ ใช้เวลาในการเอาชนะพวกเขา. นี้เป็นกุญแจสู่การบรรลุผลในธุรกิจ

รู้จุดเด่นรวมทั้งข้อด้อยของคุณ

คุณจะต้องเคยทราบเกี่ยวกับการวิเคราะห์จุดเด่นข้อด้อยจังหวะ. SWOT Analysisเป็นยังไง แต่ว่าการวิเคราะห์ของหนึ่งในจุดเด่นข้อด้อยจังหวะรวมทั้งภัยคุกคาม. ทุกธุรกิจมีการทำพินิจพิจารณานี้ก่อนจะเริ่มกิจกรรม. นี้จะสถานที่ที่คุณอยู่ในกรอบที่ดีขึ้นของจิตใจรวมทั้ง ช่วยให้คุณบรรลุผลของคุณได้อย่างสะดวกสบาย

จะตระหนักถึงจุดเด่นของคุณ:

พระเจ้ามิได้สร้างขึ้นทุกชายหรือหญิงเสมอภาค. คุณอาจจะเข้มแข็งในบางพื้นที่เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ. หนึ่งควรจะตระหนักถึงจุดเด่นของตัวเองรวมทั้งศึกษาที่จะมีสมาธิอยู่กับพวกเขา. บางคนมีดีที่บัญชีในขณะที่บางคนมีความรู้และความเข้าใจในด้านการตลาด . นักธุรกิจที่บรรลุผลสำเร็จยอดเยี่ยมในผู้บริหารที่จะผสมทั้งสองคุณภาพในการประมาณเท่ากับ

เขียนบันทึกข้อด้อยของคุณ:

รู้ข้อด้อยของคุณมีความจำเป็นมากกว่าการตระหนักถึงจุดเด่นของคุณ. ส่วนที่เยี่ยมที่สุดของข้อด้อยเป็นในขณะที่คุณควรจะรู้เกี่ยวกับพวกเขาคู่แข่งของคุณไม่สมควร. เมื่อคุณทราบว่าข้อด้อยของคุณคุณควรจะใช้วิธีการแปลงพวกนี้เป็นข้อด้อยจุดเด่นของคุณ เมื่อคุณทำแบบนี้คุณเปลี่ยนเป็นความเสี่ยงน้อย. นี้สามารถก่อให้เกิดการบรรลุผลในธุรกิจ

คว้าโอกาสนี้

จังหวะมิได้เคาะประตูมากกว่าหนึ่งครั้ง. คุณควรต้องมีความรู้และความเข้าใจในการที่จะคว้าจังหวะรวมทั้งไม่เคยปลดปล่อยให้มันไปเสีย. นี้เป็นไปได้เฉพาะในเรื่องที่คุณจะบริบูรณ์ตระหนักถึงจุดเด่นรวมทั้งข้อด้อยของคุณ. Nurturing จุดเด่นของคุณรวมทั้งสร้างความแข็งแรงข้อด้อยของคุณสามารถ ให้คุณเป็นไปได้มากขึ้นในชีวิต

ขจัดภัยคุกคาม:

ธุรกิจทุกคนจะมีภัยคุกคาม. วิ่งออกไปจากพวกเขามิได้ขจัดปัญหา. ถ้าคุณมีความแข็งแรงพอที่คุณควรจะอุตสาหะที่จะตอบสนองปัญหาหัวทิ่มแทง. จำไว้ว่าจะมีโอกาสได้ในทุกภัยคุกคาม. ถ้าคุณจับถือของคุณจะ ขจัดภัยคุกคาม. นี้เป็นแนวทางที่แน่ใจว่าจะบรรลุผลสำเร็จในชีวิต. วิธีที่เยี่ยมที่สุดเพื่อลดภัยคุกคามของคุณจะยังคงมีเหตุผลในชีวิต. นี้ช่วยให้คุณมีรากแข็งแรงก็เลยช่วยสร้างเสริมสมรรถนะของคุณที่จะต่อสู้กับภัยคุกคามทุกจำพวก

แน่ๆคุณไม่อาจจะทำกิจกรรมทั้งสิ้นพวกนี้ผู้เดียว. ด้วยเหตุดังกล่าวการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความจำเป็นมาก

ข้อมูลอื่นๆเกี่ยวกับตึกสำหรับคุณโดยของ Can บริษัท ของภาคภูมิใจของการเข้าชม รู้จุดเด่นของคุณ

เลือกเก้าอี้สํานักงานที่รับกับแผ่นหลังได้ดี

มนุษย์เงินเดือนมีวิถีชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับการนั่งทำงานที่โต๊ะตลอดทั้งวัน เพราะการนั่งทำงานไม่เปิดโอกาสให้หนุ่ม ๆ ได้เคลื่อนไหวร่างกายมากสักเท่าไหร่ นานวันเข้าก็อาจเป็นโรคออฟฟิศซินโดรมเอาได้เหมือนกัน นอกจากนี้ความเครียดจากการนั่งจดจ่ออยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ยังส่งผลต่ออาการป่วยยอดฮิตอย่างปวดหลังหรือปวดตาได้อีกด้วย ซึ่งเหล่าพนักงานออฟฟิศส่วนใหญ่มักไม่ค่อยมีเวลาออกไปยืดเส้นยืดสายเปลี่ยนอิริยาบถกันสักเท่าไร อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าจะไม่มีวิธีลดผลกระทบจากการนั่งทำงานนาน ๆ ไปซะทีเดียว เพราะวันนี้เรามีเคล็ดลับดี ๆ ที่จะช่วยให้คุณนั่งทำงานอย่างมีความสุขมาฝากกันแล้วครับ

1. เลือกเก้าอี้สํานักงานที่รับกับแผ่นหลังได้ดี

ชัดเจนตรงตัวที่สุดเลย เพราะถ้าเก้าอี้สํานักงานที่นั่งมีพนักพิงแข็งเป็ก แถมตรงเป็นไม้กระดานจะนั่งสบายเท่าเก้าอี้นุ่ม ๆ พร้อมเบาะที่รองรับรูปหลังอย่างดีได้อย่างไรกัน ดังนั้นคุณควรเลือกเก้าอี้ที่มีพนักพิง ซึ่งสามารถรองรับกับแผ่นหลังได้อย่างเต็มที่ มีองศาในการพิงที่เหมาะสม รวมถึงจัดท่านั่งที่ถูกวิธี คราวนี้คุณก็จะนั่งทำงานแบบสบาย ๆ ได้ตลอดทั้งวัน โดยไม่ต้องเสี่ยงกับอาการปวดหลัง
การวางขา
2. การวางขาก็สำคัญ

จริงอยู่ที่การนั่งห้อยขาจะดูสบาย แต่เก็บอิริยาบถนี้ไว้ในวันพักผ่อนจะดีกว่า และควรปรับให้เก้าอี้สํานักงานของคุณมีความสูงพอดีกับโต๊ะทำงาน โดยที่สามารถวางเท้าบนพื้นได้ เพราะหากนั่งเก้าอี้สูงจัดจนขาลอย (รวมถึงการนั่งไขว่ห้างก็เช่นกัน) จะทำให้ระบบการหมุนเวียนของเลือดไม่ปกติ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อร่างกายตามมานั่นเอง รวมทั้งอาการปวดหลังด้วย

3. จัดตำแหน่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม

หากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทำงานไม่อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ไม่ว่าจะสูงหรือต่ำไป ก็สามารถส่งผลเสียต่อหลังของคุณเอง ซึ่งอาจร้ายแรงถึงขั้นทำให้หลังค่อมได้เลยล่ะ ควรจัดตำแหน่งของหน้าจอให้เหมาะสม เริ่มด้วยระยะของจอควรอยู่ห่างประมาณช่วงแขนของเรา และกะความสูงให้อยู่ในระดับสายตา จะช่วยลดความเมื่อยล้าของคอและอาการปวดหลังได้ดี

4. พักผ่อนบ้าง

อย่างที่กล่าวไปว่าการนั่งทำงานที่โต๊ะเป็นเวลานานนั้นทำให้กล้ามเนื้อช่วงแผ่นหลังและคออ่อนล้าได้เป็นธรรมดา ดังนั้นคุณควรเปลี่ยนอิริยาบถเล็ก ๆ น้อย ๆ สักชั่วโมงละ 2 ครั้งในระหว่างนั่งทำงานบ้าง อาจจะลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ นั่งหมุนไหล่บิดคอ หรือเดินไปชงกาแฟพักเบรกสักหน่อย เพื่อให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น เป็นการลดอาการปวดหลังในระยะยาวได้ครับ

5. เก้าอี้รูปทรงแปลก ๆ ไม่ได้ช่วยให้นั่งสบายเสมอไป

หลายคนอาจเคยพบเห็นเก้าอี้หน้าตาประหลาดราคาแพง ๆ ที่อ้างว่าสามารถนั่งได้นานโดยไม่ทำให้เมื่อย ซึ่งความจริงแล้วมันไม่ได้ดีขนาดอย่างที่อวดไว้เลย เพราะเก้าอี้ดังกล่าวอาจสวยงามก็จริง ทว่ามันไม่ได้ออกแบบมาไว้สำหรับนั่งทำงานนาน ๆ ผลที่ตามมาคืออาการปวดหลังและผลเสียอื่น ๆ อีกมากนั่นเอง ทางที่ดีให้เลือกเก้าอี้ที่ใช้ในสำนักงาน ซึ่งถูกดีไซน์มาตามหน้าที่ของมันแทนจะดีกว่า ปล่อยให้เก้าอี้หน้าตาแปลก ๆ สวย ๆ เหล่านั้นใช้ในโอกาสอื่นดีกว่า มันไม่เหมาะกับการนั่งทำงานหรอก

หวังว่าเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เรามาแนะนำในวันนี้ คงช่วยให้คุณสามารถนั่งทำงานได้อย่างสบายใจมากขึ้น แต่ถึงกระนั้น นอกจากสิ่งที่เรากล่าวมาข้างต้นแล้ว หนุ่ม ๆ เองก็ควรดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย รวมถึงพักผ่อนให้เพียงพอเช่นกัน รับรองว่าคราวนี้งานหนักแค่ไหนก็สบายไม่มีหวั่นแน่นอนครับ

รักษาฝ้า ถือเป็นปัญหาของผิวหน้าอีกอย่างหนึ่ง

เนื่องจากแสงแดดนั้นป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดของการเกิดฝ้า โดยรังสียูวีเอและยูวีบีในแสงแดดเป็นตัวการสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดฝ้า อีกทั้งยังมีเรื่องของฮอร์โมน โดยเฉพาะในสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ รวมทั้งปัจจัยทางกรรมพันธุ์ก็มีส่วนด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ปัจัยทางสิ่งแวดล้อมอื่นๆในชีวิตประจำวันเช่น คนที่ต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆต้องโดนรังสีจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ บางคนอาจจะทำอาหารต้องอยู่หน้าเตาไฟบ่อยๆ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนก็มีผลทำให้เกิดฝ้าได้ทั้งสิ้น

ปัญหาการเกิดฝ้า เป็นสิ่งที่ทำลายความสวยงาม ความมั่นใจของใบหน้าได้อย่างโหดร้ายที่สุด ถือเป็นปัญหาของผิวหน้าอีกอย่างหนึ่งที่มีผู้หญิงเป็นจำนวนไม่น้อยต้องประสบพบเจอ ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งหรือคนไทยก็มีปัญหานี้ด้วยกันทั้งสิ้น แต่ในปัจจุบันวิธีการรักษาฝ้านั้นสามารถทำได้หลากหลายวิธีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นวิธีการทางธรรมชาติหรือการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์

สาเหตุของการเกิดฝ้า มีปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน
1. แสงแดด เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด รังสีUVA และUVB เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดฝ้า และทำให้เป็นฝ้ามากขึ้นได้
2. ฮอร์โมน ฝ้าอาจเป็นมากขึ้นในสตรีที่รับประทานยาคุมกำเนิดหรือสตรีที่ตั้งครรภ์ และฝ้ามักจางลงภายหลังหยุดยาคุมกำเนิด หรือหลังคลอด
3. ยาบางชนิด เช่น ยากันชัก อาจทำให้ฝ้ามีสีคล้ำขึ้น
4. การแพ้เครื่องสำอางค์ อาจทำให้เกิดรอยดำแบบฝ้าได้ โดยเฉพาะการแพ้น้ำหอมหรือสีที่ผสมในเครื่องสำอางค์นั้นๆพันธุกรรม เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการเกิดฝ้า เนื่องจากมีรายงานการเกิดฝ้าในครอบครัวถึงร้อยละ 20-70

เนื่องจากเรายังไม่ทราบสาเหตุของปัญหาอย่างชัดเจน การแก้ปัญหาส่วนใหญ่เป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุทำให้ไม่สามารถรักษาฝ้าให้หายขาดได้ นอกจากนั้นการรักษาแต่ละชนิดล้วนแล้วแต่มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงได้ ดังนั้นการตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาฝ้าจึงควรทำด้วยความระมัดระวัง ทางที่ดีควรปรึกษาผู้ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญ นอกจากนี้ต้องร่วมป้องกันปัจจัยที่จะกระตุ้นการเกิด กระ และ ฝ้า การรักษาฝ้าจึงจะได้ผลดี

เต็นท์พับที่คุ้มค่า คุ้มราคา แถมประหยัดเงินในกระเป๋า

เราคือผู้จำหน่ายเต็นท์พับราคาถูก ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ สินค้าที่เราจำหน่ายคือสินค้าที่ได้คัดเลือกแล้วว่ามีคุณภาพดี เหมาะกับสภาพอากาศทนร้อน ทนแดด กับราคาที่ไม่แพง เหมาะกับราคาคนไทย พ่อค้าแม่ค้าตลาดนัด งานกลางแจ้ง งานแสดงสินค้ากลางแจ้ง จำหน่ายในราคาส่งและปลีก สั่งในจำนวนมากๆมีราคาพิเศษ เต็นท์พับมีหลายขนาดหลายแบบหลายสีสัน รับสั่งประกอบ สั่งผลิตตามรูบแบบ พิมพ์สกรีนตัวอักษรตามสั่ง

เต็นท์พับ ผลิตจากเหล็กคุณภาพดี ดีไซน์โค้งมนสวยงาม มีความเหนียวทนทาน เสาเป็นส่วนโครงสร้าง ทำให้เต็นท์ตั้งขึ้นเป็นรูปร่าง ทำจากเหล็กที่มีความแข็งแรงสูง ผ้าเป็นโพลีเอสเตอร์ ทนต่อการฉีกขาดได้ดี มีความยืดหยุ่น คงขนาด ไม่ยับง่าย ผ้าใบดูดความชื้นได้ต่ำ ทำให้เมื่อเปียกน้ำกลิ่นอับจะน้อยลง ทนความร้อนได้ดี ทำให้ไม่ร้อนในขณะที่อยู่กล้างแจ้ง คุ้มค่าและราคาถูก

เต็นท์พับ สามารถถอดประกอบง่าย ผลิตจากเหล็กคุณภาพดี เหมาะสำหรับออกงาน ตลาดนัด ขายของ โฆษณา งานอีเว้นท์ต่างๆ ทั้งในอาคาร และนอกอาคาร เรามั่นใจว่าคุณจะได้เต็นท์พับที่คุ้มค่า คุ้มราคา แถมประหยัดเงินในกระเป๋าของคุณได้อย่างแน่นอน เต็นท์พับได้เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการป้องกันและคุ้มกันความร้อนจากแดด ทั้งยังสร้างความสะดวกสบายในการขนย้ายไปยังที่ต่างๆ ด้วยคุณสมบัติในการพับเก็บและกางออกได้

เต็นท์พับได้มีหลากหลายราคาและคุณภาพ โดยไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโครงเต็นท์ รวมไปถึง ผ้าหลังคาเต็นท์ ที่มีให้เลือกเฟ้นมากมายตามความต้องการ เต็นท์พับอเนกประสงค์ตอบทุกโจทย์ของการใช้งาน ด้วยวัสดุที่มีคุณภาพ โครงเหล็กใช้สีอุตสาหกรรมเคลือบกันสนิม สะดวกสบายในการใช้งาน กางออกง่ายดาย และสะดวกในการเคลื่อนย้าย

3 วิธีที่มีประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มช่องทางการขายโดยใช้โซลูชัน CRM ที่เหมาะสม

3 วิธีที่มีประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มช่องทางการขายโดยใช้โซลูชัน CRM ที่เหมาะสม

เมื่อคุณขายบริการหรือผลิตภัณฑ์ใด ๆ หากคุณมีช่องทางการขายคุณสามารถเพิ่มอัตรา Conversion ในธุรกิจได้สำเร็จ ‘ช่องทางการขาย’ ช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างไร? ดีความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจของคุณกับลูกค้าที่มีศักยภาพของคุณเพิ่มขึ้น เป็นเหมือนคำอุปมาภาพ หากต้องการเพิ่มประสิทธิภาพช่องทางนี้คุณจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่ากระบวนการทางธุรกิจของคุณโปร่งใสโดยเฉพาะกระบวนการในฝ่ายขาย คุณสมบัติเช่นการหมุนหมายเลขอัตโนมัติพร้อมกับโซลูชันการรวมระบบโทรศัพท์ผ่านคอมพิวเตอร์ (CTI) ซึ่งให้การรวมเข้ากับโซลูชัน CRM ที่มีอยู่สามารถตอบสนองธุรกิจของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผลและข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจ

ประสิทธิผลอันดับ 1

การดำรงอยู่ของช่องทางขายที่เหมาะเกือบเป็นตำนาน อย่างไรก็ตามทีมขายของคุณต้องใช้ประโยชน์จากแหล่งข้อมูลที่มีอยู่มากที่สุดและต้องมั่นใจว่าสามารถใช้โอกาสนี้เพื่อเพิ่มอัตราการแปลงธุรกิจได้ ด้วยความช่วยเหลือของโซลูชัน CTI ที่มีประสิทธิภาพคุณสามารถสร้างรายชื่อการโทรได้เพียงอย่างเดียว แต่สามารถจัดลำดับความสำคัญได้อย่างง่ายดาย คุณสามารถทำรายการโทรนี้ตามข้อมูล CRM ที่ให้ข้อมูล นี่เป็นวิธีง่ายๆในการสร้างกลุ่มและกำหนดเป้าหมายผู้ติดต่อรายนั้น ๆ ที่อาจกลายเป็นลูกค้าเป้าหมายของคุณ ตลาดธุรกิจวันนี้มีการแข่งขันกันอย่างไร? ในสถานการณ์สมมตินี้การให้ความสำคัญกับกลุ่มเป้าหมายที่ร่ำรวยที่สุดจะช่วยให้คุณสามารถเพิ่มและใช้ทรัพยากรอย่างถูกต้องเพื่อผลตอบแทนทางธุรกิจที่พึงปรารถนาและดีที่สุด

การปฏิบัติทำให้สิ่งที่สมบูรณ์แบบ! ดีในด้านการขายไม่มีข้อยกเว้น โดยปกติแล้วโซลูชัน CTI จะบันทึกการโทรทั้งหมดซึ่งจะผ่านการติดตั้งซอฟต์แวร์ ตอนนี้ผลประโยชน์คือคุณสามารถฟังทุกสายทำหรือเข้าร่วมโดยตัวแทนฝ่ายขาย นี้จะช่วยให้คุณเข้าใจช่องโหว่และเพื่อระบุห้องที่คุณต้องปรับปรุง ตามรายงานนี้คุณสามารถจัดเตรียมการฝึกอบรมที่จำเป็นเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของช่องทางการขาย

# 2 ประสิทธิภาพ

ก่อนที่จะเริ่มต้นกับจุดนี้ให้นึกถึงสถานการณ์ว่ามีจำนวนการโทรทั้งหมดที่ทีมขายทำและรับอยู่ นอกจากนี้ให้คิดระยะเวลาที่ต้องจัดและจัดการงานฝึกอบรมพนักงานขายเพื่อขยับศักยภาพในการขายผ่านทางท่อขายที่เหมาะสมพร้อมกับการจัดการงานสำคัญอื่น ๆ อย่าลืมพิจารณาเวลาที่พนักงานขายของคุณต้องกดหมายเลขโทรศัพท์แต่ละหมายเลข

ตามรายงานทางสถิติ 8% ของยอดขายทั้งหมดนำเกือบ 80% ของยอดขายรวม ดังนั้นคุณต้องแน่ใจว่าทีมขายทั้งหมดของคุณมีศักยภาพเพียงพอที่จะให้ความพยายามอย่างเต็มที่ ดังนั้นแทนที่จะเสียเวลาในสิ่งเล็กน้อยเช่นโทรหมายเลขโทรศัพท์ใช้เวลาในการทำวิจัยเป็นสิ่งสำคัญ โซลูชัน CTI เสนอสิ่งอำนวยความสะดวกแบบ “คลิกเพื่อโทร” เพื่อให้ผู้แทนมีเวลามากขึ้นเพื่อให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์โอกาสที่อาจเป็นไปได้

นอกจากนี้การมีโซลูชัน CTI ดังกล่าวซึ่งให้การผสานรวมกับโซลูชัน CRM ที่มีอยู่สามารถตอบสนองความต้องการของคุณโดยให้คุณสามารถเข้าถึงข้อมูลลูกค้าได้อย่างง่ายดาย

# 3 Insight

นี่เป็นข้อสงสัยว่าข้อมูลที่ลึกซึ้งจะส่งผลดีต่อการดำเนินการ ดังนั้นถ้าคุณปรับปรุงคุณภาพรวมทั้งปริมาณข้อมูลที่คุณต้องการเสนอต่อผู้บริหารทำให้กลยุทธ์ทางธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยพร้อมกับการตัดสินใจทางธุรกิจที่เปลี่ยนไปเป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้บริหาร ต่อไปนี้เป็นวิธีที่ชาญฉลาดในการใช้โซลูชัน CTI ส่วนใหญ่ที่อำนวยความสะดวกในการตัดสินใจที่สำคัญเช่นนี้

เสนอข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์ด้วยการคลิกเพียงครั้งเดียว
หากคุณสามารถทำความเข้าใจข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์ได้อย่างราบรื่นสามารถวัดประสิทธิภาพของทีมวิเคราะห์กลยุทธ์ที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่สามารถทำได้ง่ายขึ้น โซลูชัน ERP ที่มีศักยภาพสามารถให้บริการคุณด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกดังกล่าวส่งผลให้ลูกค้าธุรกิจดีขึ้น

ทำให้การรายงานทางประวัติศาสตร์ทั้งหมดง่ายขึ้น
การใช้เครื่องมือรายงานที่น่าประทับใจซึ่งมาพร้อมกับโซลูชัน CRM ที่มีประสิทธิภาพทำให้คุณสามารถทำความเข้าใจกับกระบวนการทางธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น ไม่จำเป็นต้องสลับระหว่างระบบหลายระบบซ้ำเพื่อดึงรายงานที่มีอยู่ในหลายฐานข้อมูล

ปรับปรุงประสิทธิภาพการวิเคราะห์
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางธุรกิจการวิเคราะห์หรือการประเมินผลเป็นสิ่งสำคัญ นี้จะราบรื่นขึ้นโดยใช้วิธีการแก้ปัญหา CTI รวมกับระบบ CRM

ต่อไปนี้คือแนวทางที่ชาญฉลาดและเก่งในการเพิ่มช่องทางการขายของธุรกิจของคุณ

Rob Stephen เป็นนักพัฒนาเว็บมืออาชีพที่มีทักษะและเป็นมืออาชีพที่มีประสบการณ์ในการจัดการโครงการมากมายเกี่ยวกับ โซลูชัน CRM ในออสเตรเลีย และมีความสามารถในการแบ่งปันความคิดของเขาเกี่ยวกับนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่เพิ่งเปิดตัว ตอนนี้เขาทำงานที่ Visions & Solutions ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาซอฟต์แวร์ที่นับถือและมีวิสัยทัศน์ในซิดนีย์

การเลือกกล้องวงจรปิดอย่างไรให้ปลอดภัย

เพราะความปลอดภัยนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ควรกันไว้ก่อนที่จะมานั่งแก้ไขกันทีหลัง ความปลอดภัยขององค์กรก็เช่นกัน ยิ่งคนเยอะ องค์กรใหญ่ ความใส่ใจยิ่งต้องมาก การดูแลก็ต้องเพิ่มมากขึ้น และถ้ายิ่งเป็นองค์กร หรือ สำนักงานใหญ่ๆ การดูแลตรวจตราให้ทั่วถึงนั้นคงยาก ในปัจจุบัน องค์กรส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะให้กล้องวงจรปิดมาเป็นตัวช่วยเป็นหูเป็นตาและดูแลแทน “คน” โดยการเลือกกล้องวงจรปิดเพื่อองค์กรก็แตกต่างกันไปตามแต่ละขนาดและความเหมาะสม แต่หัวใจหลักของการเลือกกล้องวงจรปิดสามารถแบ่งเป็นข้อๆ ได้ดังนี้

กล้องภายในหรือกล้องภายนอก โดยหลักการแล้วก่อนการติดกล้องจะคำนวณจากพื้นที่ขององค์กรเป็นอย่างแรก เพื่อคำนวณจำนวนกล้องให้เพียงพอกับขนาดพื้นที่ที่ใช้งาน รวมไปถึงการเลือกชนิดของกล้องเพื่อรองรับการใช้งานทั้งภายในและภายนอก อย่างกล้องภายในควรเลือกเป็น “กล้องโดม” ใช้ติดฝ้าภายใน จะทำให้ดูสวยงาม ไม่เกะกะสายตา ส่วนกล้องที่ต้องการจะติดตั้งภายนอก หรือบริเวณรอบองค์กร และโรงงาน ควรเลือกกล้องที่ออกแบบให้สามารถป้องกันน้ำและฝุ่นเข้าอุปกรณ์ของกล้องได้

ความละเอียดของภาพ เพราะความละเอียดของภาพส่งผลต่อความชัดเจนของภาพที่บันทึก เราจะสามารถเห็นภาพได้ชัดเจนแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับความละเอียดของภาพแต่ละกล้องที่เราเลือกใช้ โดยในปัจจุบันนี้มีค่าความละเอียดของกล้องให้เลือกตั้งแต่ 1 Megapixels ไปจนถึง 2 Megapixels บางรุ่นอาจจะถึง 5 Megapixels

การมองเห็นในที่มืด เราเชื่อว่าไม่มีออฟฟิศ หรือองค์กรไหนที่เปิดทำการตลอด 24 ชม. ดังนั้นการเลือกซื้อกล้องเพื่อการมองเห็นในเวลากลางคืนก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะยามวิกาลนี่แหละคือเวลาออกหากินของเหล่าโจร จึงไม่น่าแปลกใจที่ปัจจุบันนี้ กล้องทุกรุ่นต้องมี IR หรือระบบอินฟราเรดที่สามารถมองเห็นได้ไกลในที่มืด แต่ในความชัดก็มีข้อจำกัด หากองค์กรหรือโรงงานเป็นโกดังหรือที่ที่มีความสูงมากกว่า 10 เมตร ระยะอินฟราเรดของกล้องควรมากกว่า 25 เมตร ซึ่งกล้องที่ระยะอินฟาเรดสามารถส่องได้ระยะไกล ก็มักจะมีราคาที่แพงขึ้นตามประสิทธิภาพไปด้วย

เครื่องบันทึกและฮาร์ดดิสก์ เครื่องบันทึกและฮาร์ดดิสก์ถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะเป็นสิ่งที่บันทึกหลักฐานทุกอย่างเอาไว้ทั้งหมด และก็มักจะเป็นสิ่งที่หลายคนมักมองข้าม ยิ่งกล้องที่มีความละเอียดสูงก็ยิ่งต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่มากขึ้น และส่วนใหญ่ Hard Disk ที่เหมาะสำหรับการใช้งานกับกล้องวงจรปิดจะเป็น WD Purple ที่สามารถทนต่อความร้อนได้ดีเหมาะสำหรับการบันทึกที่ยาวนาน http://fujiko.co.th/

ความเหมาะสมสำหรับการมองหาร้านรับทำแฟลชไดร์ฟ

รับทำแฟลชไดร์ฟ เป็นหนึ่งในของขวัญของ บริษัท ที่ดีที่สุดเพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าของคุณได้อย่างง่ายดายและส่งเสริม บริษัท ของคุณ เนื่องจากความสามารถในการใช้งานและการยอมรับได้สูงนี่คือของขวัญที่ลูกค้าของคุณสามารถนำไปใช้ได้อย่างง่ายดายและนำติดตัวไปกับพวกเขาทุกที่ที่เดินทางไป Flash Drives ที่ส่งเสริมการขายตราตรึงใจกับโลโก้ของคุณจะทำให้แบรนด์ของคุณอยู่ในใจลูกค้าทุกครั้งที่ใช้แฟลช

ขับรถในเศรษฐกิจที่ยากลำบากนี้เมื่อแต่ละ บริษัท กำลังคิดหาวิธีใหม่ ๆ ในการโปรโมตผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไดรฟ์ USB สามารถสร้างผลกระทบที่ดีโดยการเพิ่มการมองเห็นของคุณในตลาด ของขวัญที่ทันสมัยเหล่านี้จะเก็บชื่อแบรนด์ของคุณไว้ต่อหน้าผู้ชมเสมอและช่วยให้คุณก้าวไปข้างหน้าคู่แข่งของคุณได้เร็วกว่าคู่แข่ง

บางสิ่งที่คุณควรคำนึงถึงขณะเลือกไดรฟ์รับทำแฟลชไดร์ฟ

แบบกำหนดเองมีรูปร่างสี่เหลี่ยมผืนผ้ารูปวงรีรูปสี่เหลี่ยมวงรีรูปวงรีรูปวงรีขนาดใหญ่หรือวงกลม เนื่องจากรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็นรูปแบบที่ใช้ส่วนใหญ่ แต่คุณสามารถสำรวจตัวเลือกอื่น ๆ และเลือกรูปทรงที่ตรงกับผลิตภัณฑ์ของคุณและแสดงถึงแบรนด์ของคุณ ที่กำหนดเองมีวัสดุประเภทต่างๆเช่นอลูมิเนียมยางพลาสติกและโลหะ คุณสามารถเลือกวัสดุสำหรับ รับทำแฟลชไดร์ฟ ตามงบประมาณและความต้องการของคุณ

แบบกำหนดเองมีให้เลือกหลายสไตล์เช่นบางน้ำหนักเบาเหมาะกับการสวมใส่ที่มีคุณภาพสูงเงาคลาสสิกสีอินเทรนด์และเสร็จสิ้นพับเก็บบิดบิดและถือได้ง่ายหรือถือได้ คุณสามารถเลือกสไตล์เพื่อสร้างแถลงการณ์หรือชมเชยแบรนด์ของ บริษัท ได้

รับทำแฟลชไดร์ฟแบบกำหนดเองมีขนาดต่างๆ เช่น 128MB, 256MB, 512MB, 1 GB และ 2GB คุณสามารถเลือกขนาดการจัดเก็บข้อมูลตามงบประมาณและความต้องการของลูกค้าของคุณ

หากคุณกำลังมองหาวิธีใหม่ในการโปรโมต บริษัท และผลิตภัณฑ์ของคุณ รับทำแฟลชไดร์ฟอาจเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคุณ แม้ว่าราคาแพงที่ผลิตภัณฑ์โปรโมตอื่น ๆ เช่นปากกาพิมพ์และพวงกุญแจ แต่เป็นของขวัญที่ทุกคนรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้รับทำให้พวกเขามีแนวโน้มที่จะจดจำคุณเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาต้องการผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณ

การเลือกหญ้าเทียมและวัสดุการติดตั้งที่เหมาะสมกับผู้ประกอบการสนามฟุตบอล

การเลือกหญ้าเทียมและวัสดุการติดตั้งที่เหมาะสมกับผู้ประกอบการสนามฟุตบอล ควรพิจารณาตามหัวข้อ ดังนี้

1.ความแข็งแรงทนทาน เนื่องจากสนามฟุตบอลที่ให้เช่าจะมีผู้เล่นมาใช้สนามทุกวันทำให้สนามใช้งานหนัก ดังนั้นควรเลือกวัสดุหญ้าเทียมที่มีความแข็งแรงทนทาน วัสดุที่ควรพิจารณามีลักษณะ ดังนี้

– วัสดุรองรับการทอของหญ้าเทียมต้องมีความหนา ไม่ฉีกขาดง่าย สามารถทดสอบดึงและฉีกได้จากตัวอย่างหญ้าเทียมที่ผู้ขายนำเสนอ

– ใบหญ้าเทียมต้องมีความหนาหรือควรมีแกนหญ้า มีความเหนียว ทนต่อแรงดึงไม่ฉีกขาดง่าย

2.ต้องมีความปลอดภัยกับผู้เล่นไม่ทำให้ผู้เล่นบาดเจ็บ เนื่องจากสนามหญ้าเทียมในปัจจุบัน ในบางสนามทำให้ผู้เล่นบาดเจ็บจากการล้มระหว่างการเล่น จึงควรพิจารณาวัสดุ ดังนี้

– ความสูงของใบหญ้า ควรมีความสูงไม่ต่ำกว่า 5 เซนติเมตร เพื่อรองรับแรงกระแทก

– อัตราการทอ หรือความถี่ของการเย็บควรมีความถี่สูงและมีความหนาแน่นของใบหญ้าสูง

– ควรเลือกหญ้าเทียมที่มีใบหญ้าที่มีคุณสมบัติเก็บเม็ดยางได้ดี ไม่กระจุยกระจายเพราะเม็ดยางสามารถช่วยลดแรงกระแทกระหว่างการเล่นได้ดี

3.ขั้นพื้นฐานของหญ้า ควรเลือกวัสดุที่มีความแข็งแรงทนทานและมีระบบระบายน้ำได้ดี เนื่องจากหญ้าเทียมมีความแพร่หลายและได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ประกอบกับตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการและผู้เล่นได้ดี แนวโน้มการผลิตหญ้าเทียม และติดตั้งสนามหญ้าเทียมในอนาคตจึงเพิ่มสูงมากขึ้น ซึ่งผู้ผลิตจะพัฒนาหญ้าเทียมให้ใกล้เคียงกับหญ้าจริงให้มากที่สุด และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คาดว่าในอนาคตจะมีผู้ประกอบการสนามฟุตบอลในประเทศไทยจะเพิ่มมากขึ้นและจะมีการแข่งขันในธุรกิจนี้กันอย่างมาก ผู้ประกอบการหรือผู้ลงทุนรายใหม่ควรศึกษาให้ดีและพัฒนาธุรกิจสนามฟุตบอลให้เช่าให้ตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้ามากที่สุด เพื่อรองรับการแข่งขันในอนาคต http://ปูหญ้าเทียม.com

สารกันชื้นนำใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง

ถุงหรือซองใส่วัตถุกลมๆ ที่เราเรียกว่าสารกันชื้น บางคนอาจไม่ใส่ใจในประโยชน์ที่มากกว่าการแค่วางไว้ในกล่อง หรือบางคนอาจปาเจ้าถุงหรือซองกันชื้นเหล่านี้ลงถังขยะไป อยากให้คุณคิดใหม่ว่าสารกันชื้นจริงๆ แล้วมีประโยชน์มากมาย มาดูกันว่าเราสามารถนำถุงกันชื้นเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง

1.ช่วยชีวิตโทรศัพท์หลังจากตกน้ำ เป็นเรื่องที่ทราบกันดีกว่าโทรศัพท์มือถือกับน้ำไม่ใช่ของที่ควรอยู่ด้วยกัน แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ในชีวิตทั้งโทรศัพท์มือถือหล่นลงในโถส้วม อ่างล้างหน้า ซิงก์ล้างจาน ฯลฯ แน่นอนบางคนแนะนำให้นำโทรศัพท์ไปใส่ไว้ในข้าวสาร แต่สำหรับซิมการ์ดนั้นแนะนำให้ถอดออกแล้วใส่ถุงซิปล็อคที่ภายในมีสารกันชื้นบรรจุอยู่ ทิ้งไว้สักพักจนซิมแห้งแล้วค่อยนำกลับมาใส่ในโทรศัพท์อีกครั้ง

2.กำจัดกลิ่นเหม็นอับ หากคุณมีหนังสือเก่าอยู่ที่บ้าน สารกันชื้นสามารถช่วยลดกลิ่นเหม็นอับและยังช่วยไม่ให้มอดมากัดกินหนังสืออีกด้วย

3.ช่วยลดความชื้นเครื่องช่วยฟัง วิธีทำก็ทำแบบเดียวกับโทรศัพท์มือถือ

4.รักษาเอกสารของคุณ หากคุณมีเอกสารสำคัญที่ต้องเก็บไว้ในตู้เซฟ คุณสามารถใส่สารกันชื้นเข้าไปในตู้เซฟเพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เอกสารเกิดความเสียหาย

5.ป้องกันไม่ให้เกิดสนิม ใส่ซองกันชื้นไว้ในกล่องเก็บเข็มเย็บผ้าจะทำไม่ให้เกิดสนิม รวมทั้งวิธีนี้ยังใช้ได้กับการป้องกันสนิมไม่ให้เกิดกับเครื่องมือช่างต่างๆ อีกด้วย

6.ลดละอองน้ำที่กระจกของคุณ ในระหว่างที่คุณขับรถอาจประสบปัญหามีฝ้าบนกระจกรถส่งผลต่อการขับรถ เพียงคุณนำสารกันชื้นไปวางไว้บนคอนโซลรถ สารกันชื้นจะช่วยลดความชื้นในรถทำให้กระจกรถใสขึ้น

7.ช่วยไม่ให้เสื้อผ้าในกระเป๋าเดินทางชื้น ระหว่างเดินทางกลับจากท่องเที่ยว เสื้อผ้าชิ้นอื่นๆ ของคุณอาจได้รับความชื้นจากชุดว่ายน้ำที่คุณพกไป ดังนั้นก่อนแพคกระเป๋าให้คุณใส่ถุงกันชื้นไว้ในถุงซิปล็อค จะทำให้เสื้อผ้าในกระเป๋าเดินทางของคุณไม่เหม็นอับ

8.รักษาคุณภาพของวิตามิน ถ้าคุณเก็บวิตามินไว้ในตู้เก็บยาในห้องน้ำ ความชื้นในห้องน้ำอาจทำให้วิตามินหรือยานั้นชื้นและทำให้ยาเสียคุณภาพ ดังนั้นวิธีแก้ไขคือต้องใส่ถุงกันชื้นลงในขวดยาทุกขวด http://www.powerdry.co.th/

การปลูกคิ้วช่วยในเรื่องอะไรบ้าง

การปลูกคิ้วถือได้ว่าเป็นมงกุฎของหน้า เพราะแค่ลองจัดแต่งขนคิ้วและรูปทรงคิ้วให้สวยเป๊ะรับกับใบหน้าแล้ว ใบหน้าของคุณก็จะเปลี่ยนไป ชนิดที่เรียกว่าสวยจนจำใบหน้าเก่า ๆ ของตัวเองไม่ได้เลยแหละ แต่ไม่ใช่ว่าคิ้วมีหน้าที่แค่ทำให้ใบหน้าสวยขึ้นเท่านั้น แต่คิ้วยังมีหน้าที่อื่นอีกหลายประการ

  1. คิ้วช่วยป้องกันไม่ให้น้ำโดนดวงตา น่าแปลกอยู่ไม่น้อย ที่สาว ๆ หลายคนคิดแต่จะตกแต่งคิ้วให้สวยงาม คอยตามไปค้นหาผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดสำหรับคิ้วมาใช้ แต่ไม่เคยรู้เลยว่า เจ้าคิ้วของเรานั้น จริง ๆ แล้วมีไว้ทำอะไรกันแน่ ความจริงแล้ว คิ้วก็เปรียบเสมือนกับที่ปัดน้ำฝนบนรถยนต์ ที่จะช่วยให้เหงื่อไม่ไหลมาโดนตาหรือเวลาฝนตก การปลูกคิ้วก็จะช่วยรองรับน้ำฝนไว้ก่อนที่จะโดนดวงตาของเรา แล้วที่คิ้วมีรูปร่างโค้งโก่ง ก็เพื่อจะให้น้ำที่หยดลงมาตรงหน้า เบี่ยงออกไปข้าง ๆ กรอบหน้าไม่ให้มาโดนตรงกลางใบหน้ายังไงล่ะ มหัศจรรย์เนอะ
  2. ขนคิ้วมีหลายร้อยเส้น รู้หรือไม่ว่า ขนคิ้วของคนเรานั้นมีกันคนละกี่เส้น ? จากงานวิจัยพบว่า ขนคิ้วของคนเรามีเฉลี่ยคนละ 250 เส้นต่อ 1 ข้าง แต่ถ้าขนคิ้วธรรมชาติแบบไม่เคยถอนไม่เคยกันออกเลย ก็อาจจะมีได้ถึง 1,100 เส้นเชียวนะจ้ะ
  3. ขนคิ้วขึ้นใหม่ได้เฉลี่ย 4 เดือน สาว ๆ หลายคนที่อยากให้ทำการปลูกคิ้วดูสวยเป็นทรง ก็มักจะค้นหาวิธีตกแต่งคิ้วด้วยการถอนหรือแว็กซ์บ่อย ๆ เพื่อให้คิ้วสวยเป๊ะ แต่รู้หรือไม่ว่ากว่าขนคิ้วจะขึ้นใหม่ได้ ก็ต้องใช้เวลานานอยู่ไม่น้อย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเผยว่า โดยเฉลี่ยขนคิ้วจะขึ้นใหม่ได้ต้องใช้เวลาประมาณ 4 เดือนเลยล่ะ
  4. คิ้วช่วยให้ใบหน้าเป็นที่จดจำได้ เรียกได้ว่า คิ้ว เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ใบหน้าคุณมีเอกลักษณ์เป็นที่จดจำได้ โดยผลวิจัยพบว่า ผู้คนมักจะจดจำใบหน้าคนรู้จักได้ยาก หากพวกเขาไม่มีคิ้วหลงเหลืออยู่บนใบหน้าเลย จึงสามารถบอกได้ว่า คิ้วนี่แหละ เป็นตัวหลักสำคัญที่ทำให้คนอื่น ๆ จำใบหน้าของคุณได้
  5. การแต่งคิ้วมีมาตั้งแต่โบราณ เป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกสักเท่าไร ที่ผู้หญิงเราจะรักสวยรักงามและต้องการตกแต่งส่วนต่าง ๆ ของใบหน้าให้ออกมาสวยเป๊ะดั่งใจต้องการและคิ้ว ก็ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่ผู้หญิงเราให้ความสนใจจัดแต่งเพื่อให้ได้รูปทรงสวยงามมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว เช่น ในยุคเรเนซองส์ ผู้คนต่างนิยมโกนขนคิ้วออกให้เกลี้ยงและในยุคอียิปต์โบราณ ผู้คนต่างก็พากันเขียนคิ้วให้ดำปี๋เพื่อความสวยงามในแบบฉบับสมัยนั้น ๆ
  6. คิ้วบอกอารมณ์ได้ สังเกตไหมล่ะว่า เวลามีอารมณ์โมโห ดีใจ หรือรู้สึกเซอร์ไพร์ส เจ้าคิ้วบนหน้าเรานี่แหละที่จะปรับเปลี่ยนรูปทรงไปตามอารมณ์ที่รู้สึก สมมติว่าคุณรู้สึกสงสัยหรืออยากรู้อยากเห็นอะไรบางอย่าง หัวคิ้วก็จะย่นมาแทบจะต่อกันจนทำให้มีรอยย่นตรงกลางหน้าผาก เอาล่ะ ถ้าอยากรู้ว่าขนคิ้วเปลี่ยนไปตามความรู้สึกจริงไหม ก็ลองทำเล่น ๆ ดูหน้ากระจกก็ได้

ครีมกลางวัน มีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพอะไรให้กับผิวได้บ้าง

ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีประสิทธิภาพสูง ทำให้ผิวซึมซาบเอาสารอาหารที่สำคัญเข้าสู่ผิวได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นั่นคือการใช้ครีมกลางวันที่มีให้เลือกหลากหลาย ด้วยคุณสมบัติที่จะทำให้ผิวสัมผัสกับสารต่างๆ ในเนื้อครีมได้มากที่สุดแบบไม่ต้องล้างออก ไม่ว่าจะเป็นระหว่างวันหรือก่อนนอน ก็จะช่วยให้ผิวได้รับการดูแลอยู่ตลอดเวลา

ด้วยคุณสมบัติของเนื้อครีมกลางวันที่สามารถสร้างสรรค์คุณค่าจากสารอาหารได้อย่างหลากหลาย จึงช่วยแก้ปัญหาผิวได้อย่างตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิว ฝ้า กระ ริ้วรอยก่อนวัยอันควร ปัญหาผิวแห้งขาดความชุ่มชื้น เพิ่มความขาวใสและยังสามารถทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิวจากแสงแดดและมลภาวะได้อีกด้วย

ครีมกลางวันที่มีให้เลือกซื้อในท้องตลาด มีความพิเศษแตกต่างกันออกไป แบ่งออกเป็นการใช้งานสำหรับผิวหน้าและผิวกาย และยังแบ่งย่อยไปอีกว่าเป็นครีมเพื่อแก้ปัญหาผิวแบบไหน มีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพอะไรให้กับผิวได้บ้าง ซึ่งแต่ละชนิดก็ล้วนขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ใช้ด้วย จะเห็นได้ว่าครีมบำรุงผิวมีข้อดีมากมาย จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่คนรักความสวยความงามต่างก็เลือกใช้ หลังการอาบน้ำทำความสะอาดผิว หรือก่อนออกไปทำงาน เพื่อลดความเสื่อมสภาพของผิวก่อนวัยอันควร

ครีมทาปากชมพูฝีปากที่นุ่ม ชุ่มชื้น ดูอมชมพูเป็นธรรมชาติ

ริมฝีปาก ถือเป็นอีกหนึ่งอวัยวะบนใบหน้าที่ดูเย้ายวน ดึงดูดสายตาจากหนุ่มๆ ได้ไม่น้อยเลยล่ะค่ะ เพราะริมฝีปากนั้นมีเสน่ห์อยู่ในตัวมันเอง แต่การจะมีริมฝีปากที่สวยสมบูรณ์แบบนั้น ต้องมีริมฝีปากที่นุ่ม ชุ่มชื้น ดูอมชมพูเป็นธรรมชาติ

คงไม่มีสาวๆ คนไหนที่อยากมีริมฝีปากแห้งลอก ดำคล้ำ และเป็นริ้วรอยแตกๆ หรอกจริงไหมคะ เพราะริมฝีปากที่ดูคล้ำแตก บ่งบอกถึงการไม่ดูแลตัวเอง และสุขภาพไม่ดีจากภายใน แต่การมีริมฝีปากอมชมพู สวย นุ่มน่าจุ๊บนั้นต่างหาก ที่บ่งบอกได้ถึงการมีสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก อีกทั้งยังดูน่าจูจุ๊บมากๆ อีกด้วย
ดังนั้นอย่ารอช้า เรามาดูเคล็ดลับและวิธีที่จะทำให้เรามีริมฝีปากที่ดูสวย อวบอิ่ม อมชมพูกันเลยดีกว่า

เคล็ดลับที่ 1 : สครับริมฝีปากอย่างอ่อนโยน

ริมฝีปากของเรา ก็เหมือนกับผิวที่บริเวณอื่นๆ ค่ะ ริมฝีปากมีการผลัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดลอกออกไป แต่การสครับริมฝีปาก จะช่วยขจัดเซลล์ที่แห้งแตกเหล่านั้นให้หลุดลอกออกไป เพื่อริมฝีปากที่ดูอ่อนนุ่ม สวยอมชมพู

วิธีการก็ไม่ยากเลยล่ะค่ะ เดี๋ยวนี้มีผลิตภัณฑ์มากมายที่จะช่วยให้สาวๆ เลือกใช้และนำมาสครับริมฝีปากของเราได้ แถมยังหาซื้อได้ง่าย แต่แนะนำให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และอ่อนโยนต่อริมฝีปากอันอ่อนบางของเรานะคะ หรือสาวๆ จะทำสครับเองได้ง่ายๆ ด้วยการนำน้ำตาลทรายละเอียดมาผสมกับน้ำผึ้งหรือเบบี้ออยล์ เท่านี้ก็ได้สครับ DIY ใช้เองแล้วล่ะค่ะ

วิธีการสครับริมฝีปากนั้นไม่มีอะไรยากเย็นเลยล่ะค่ะ เพียงแค่สาวๆ ตักเนื้อผลิตภัณฑ์ขึ้นมาแต้มบริเวณริมฝีปาก นวดถูเบาๆ จากนั้นล้างออก เท่านี้ก็ทำให้ริมฝีปากดูอ่อนนุ่ม น่าสัมผัส อีกทั้งยังทำให้ริมฝีปากดดูสวยอวบอิ่ม อมชมพูน่าสัมผัส

แต่ข้อควรระวังในการทำสครับที่ริมฝีปากก็คือควรระมัดระวัง ไม่ควรขัดแรงจนเกินไป เพราะผิวที่บริเวณริมฝีปากนั้นมีความบอบบางกว่าผิวที่บริเวณอื่นๆ หากขัดแรงจนเกินไป อาจจะทำให้ผิวบริเวณริมฝีปาก เกิดความระคายเคืองได้นะคะ

เคล็ดลับที่ 2 : บำรุงริมฝีปากให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ

ขั้นตอนนี้เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่สำคัญไม่แพ้การสครับริมฝีปาก นั่นก็คือการบำรุงริมฝีปากด้้วยลิปบาล์ม ครีมทาปากชมพู ที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้แก่ริมฝีปากนั่นเองค่ะ เพราะเมื่อเราสครับริมฝีปากไปแล้ว ผิวบริเวณริมฝีปากอาจจะมีความแห้งกร้าน จึงต้องได้รับการบำรุง สาวๆ ควรเลือกลิปบำรุงที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากธรรมชาติ เพราะจะไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ และควรทาอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เพื่อริมฝีปากอิ่มสวย อมชมพูนะคะ

เคล็ดลับที่ 3 : ทาลิปบาล์มเปลี่ยนสีแทนการทาลิปสติกหนาๆ

สำหรับวันไหนที่สาวๆ ต้องการแต่งหน้าแบบสบายๆ ไม่ต้องการให้ริมฝีปากดูหนาหรือหนักจนเกินไป แนะนำให้สาวๆ เลือกใช้ลิปบาล์มแบบเปลี่ยนสี หรือลิปสติกเนื้อบางเบา ที่มอบทั้งความชุ่มชื้น และสีได้ในคราวเดียวกัน อีกทั้งการเลือกใช้ลิปประเภทนี้ จะยังทำให้ลุคการแต่งหน้าของเรานั้นดูเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้นค่ะ

เพียงแค่ 3 เคล็ดลับง่ายๆ นี้แหละค่ะ ที่จะช่วยเนรมิตเรียวปากอมชมพู หมดปัญหาริมฝีปากดำคล้ำ ที่สาวๆ ทุกคนต่างกังวล ทาลิปสติกแบบไหนลิปสติกก็ไม่ตกร่อง ริมฝีปากไม่แห้งลอกแล้วล่ะค่ะ